ข่าวสุขภาพ : ถุงยังชีพ' ฉาวต่อ ข้าวสารมีตัวมอด อยู่คู่ปลาป๋องเน่า
'ถุงยังชีพ' ฉาวต่อ ข้าวสารมีตัวมอด อยู่คู่ปลาป๋องเน่า
| “เพื่อไทย” กัดไม่ปล่อยเหตุฉาวกระทรวงการพัฒนาสังคมฯแจกปลากระป๋องเน่า “พร้อมพงษ์” เตรียมนำคนใกล้ชิด “วิเชน สมมาต” แถลงชี้ 3 จุดพิรุธคำแก้ต่างของเจ้ากระทรวง แฉมีการล็อบบี้ข้าราชการทำเอกสารลับหวังเคลียร์ปัญหา พร้อมตั้งฉายา “วิฑูรย์” เป็น “รัฐมนตรีปลาเน่า” แจก “ถุงปลิดชีพ” จี้ให้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็เปิดแผลอีกว่าของในถุงไม่น่าไว้ใจ โดยชาวบ้านที่ได้รับแจกถุงยังชีพเตรียมส่งคืน เพราะของส่วนใหญ่แทบไม่มีวางขายในท้องตลาด หนำซ้ำยาแก้ปวดที่ให้มาเป็นชนิดที่ รพ.เลิกใช้ไปนานแล้ว เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเตรียมนำชาวบ้านรวมตัวฟ้องดำเนินคดี รมว.การพัฒนาสังคมฯ
กลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่รอวันไขปริศนาที่มาของปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ “ชาวดอย” ในถุงยังชีพที่นำไปแจกชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย ในจังหวัดพัทลุง โดยล่าสุดยังปรากฏว่าสิ่งของในถุงยังชีพดังกล่าวอีกหลายรายการไม่อยู่ในสภาพที่จะให้นำมากินมาใช้ได้อย่างปลอดภัย จนสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงต้องประกาศเตือนชาวบ้านห้ามกินไปแล้วนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันที่ 25 ม.ค. เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ตนได้เชิญคนจาก ต.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกับนายวิเชน สมมาต ที่นายวิฑูรย์อ้างว่าเป็นผู้บริจาคปลากระป๋องเน่าชาวดอยมาร่วมให้ข้อมูลถึงฐานะครอบครัวนายวิเชน เพราะไม่คิดว่านายวิเชนจะบริจาคของได้มากมายถึง 5,000 ชุด เพื่อจะได้จับโกหกของนายวิฑูรย์ที่อ้างว่าปลากระป๋อง เน่าลอตแรก 1,500 ชุด เป็นของนายวิเชน และพอโผล่ของเน่ามาอีก 3,500 ชุด ก็อ้างอีกว่าเป็นลอตเดียวกับลอตแรก ทั้งที่นายวิเชนยืนยันว่าบริจาคไม่เกิน 1,500 ชุด และตอนหลังถูกสื่อมวลชนสอบถามข้อมูลมากเข้าก็ปิดโทรศัพท์หนี ซึ่งมีพิรุธแน่นอน จากนั้นเวลา 14.30 น. จะมีการประชุมพรรคหารือถึงเรื่องต่างๆ รวมถึงการยื่นกระทู้ต่อสภาฯสัปดาห์นี้ที่จะสอบถามข้อเท็จจริงกับนายวิฑูรย์ รวมทั้งหารือประเด็นที่จะหยิบยกยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีประเด็นปลากระป๋องเน่าด้วย นายพร้อมพงศ์กล่าวด้วยว่า เท่าที่ทราบเวลานี้มีความพยายามที่จะให้ข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุงทำเอกสารลับเพื่อเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครยอมดำเนินการ ทั้งบอกว่าหากบังคับให้ทำก็จะฟ้อง ร้องศาลปกครอง จึงฝากบอกนายวิฑูรย์ว่าอย่าพยายามหาแพะมารับแทน และเท่าที่ทราบขณะนี้ชาวบ้านที่ได้รับของเน่ากำลังรวมตัวไม่ต่ำกว่า 50-60 คน จะดำเนินการฟ้องร้องให้ รมว.การพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ “ถุงยังชีพจำนวนมากคงไม่มีใครบริจาคมากมายขนาดนั้น หรือหากบริจาคก็ต้องมีหลักฐานเอกสารระบุชัดเจน ไม่ต้องยื้อเวลาหรือโบ้ยไปเรื่อย น่าจะเป็นการจัดซื้อมากกว่า โดยจัดซื้อของไม่มีคุณภาพแจกชาวบ้าน เพื่อแบ่งกันกิน วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ถุงยังชีพ 1 ถุง มีราคาตั้งแต่ 500-1,000 บาท คิดดูว่าจะได้เท่าไหร่ และไม่ใช่แค่ปลากระป๋องที่เน่าอย่างเดียว ข้าวสาร น้ำพริก เวชภัณฑ์ก็ด้อยคุณภาพจนสาธารณสุขจังหวัดต้องสั่งระงับชาวบ้านบริโภค ผมว่าเป็นถุงปลิดชีพมากกว่า ถุงยังชีพ และต้องเรียกนายวิฑูรย์ว่าเป็นรัฐมนตรีปลาเน่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง และต้องยกเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นว่าการแจกของช่วยเหลือชาวบ้าน ต้องมีคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องใช้ความจริงใจตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ให้ความจริงปรากฏต่อสังคม ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิดทุกคน ต้องไม่มีการละเว้นหรือปกป้อง หากนายวิฑูรย์ผิดก็ต้องเอาออกไป นอกจากนี้ อยากให้ตรวจสอบด้วยว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่มีโรงงานปลากระป๋องอยู่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ หากนายอภิสิทธิ์ไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนตัวยังมีอีก 2-3 เรื่องเกี่ยวกับนายวิฑูรย์ที่จะเปิดโปงให้เห็นถึงความไม่ ชอบมาพากล อาทิ เรื่องน้ำพริกเน่าในถุงยังชีพ ส่วนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ จะชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องปลากระป๋องเน่าอีกครั้งในวันที่ 29 ม.ค. ว่า นายวิฑูรย์ลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ตั้งแต่เกิดปัญหาปลากระป๋องเน่า การชี้แจงต่อสาธารณะ 3 ครั้งข้อมูลไม่ตรงกัน ครั้งแรกระบุว่าเป็นการซื้อ ครั้งที่สองระบุว่าเป็นการรับบริจาค และครั้งที่สามก็ระบุจำนวนถุงยังชีพไม่ตรงกับการชี้แจงครั้งที่สอง ยิ่งชี้แจงก็เปรียบเหมือนกิโยตีนกำลังถูกปล่อยลงสับคอนายวิฑูรย์ สำหรับพรรคเพื่อไทยมีทีมเก็บรวบรวมข้อมูลทุจริตที่สามารถสาวถึงตัวบงการใหญ่ได้ แต่จะเก็บไว้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้านายวิฑูรย์ไม่อยากถูกอภิปรายก็ขอให้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขอให้ ส.ส.พัทลุง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาตรวจสอบด้วย เพราะกระทบต่อประชาชนชาวพัทลุง ด้านนายสำเริง สุดสวาท เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดพัทลุง ให้สัมภาษณ์กรณีที่พบของบริจาคในถุงยังชีพ ด้อยคุณภาพอีกว่า สืบเนื่องจากความไม่แน่ใจของชาวบ้านที่รับถุงยังชีพไป ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง จึงนำสิ่งของไปให้สาธารณสุขจังหวัดพัทลุงตรวจสอบ ซึ่งพบว่าข้าวสารมีมอดขึ้น น้ำพริกเผาไม่มีฉลากระบุวันเวลาที่ผลิตและหมดอายุ รวมถึงเวชภัณฑ์จำพวกยาแก้ปวดหัวปวดท้องที่ไม่แน่ใจในคุณภาพ เบื้องต้นสาธารณสุข จึงสั่งให้ชาวบ้านระงับการบริโภคไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ อย่างไรก็ตาม เท่าที่สอบถามชาวบ้านไม่มีใครรู้จักนายวิเชน ที่นายวิฑูรย์อ้างว่าเป็นผู้บริจาคสิ่งของทั้งหมด คิดว่านายวิเชนน่าจะเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งวันที่ 12 ม.ค. ที่มีการแจกถุงยังชีพที่มีปลากระป๋อง ชาวดอย เป็นการแจกโดยผู้ว่าฯ และ ส.ส. ซึ่งก็รับถุงดังกล่าวมาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านไม่พอใจ และกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามหน่วยงานต่างๆที่รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้าน ต่างก็ไม่เคยได้ยินหรือได้รับบริจาคปลากระป๋องยี่ห้อ “ชาวดอย” โดยเจ้าหน้าที่งานสงเคราะห์ผู้ประสบภัย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า สิ่งของที่มูลนิธิฯ นำไปช่วยเหลือประชาชน มีทั้งจากการบริจาคและจัดซื้อ แต่เฉพาะถุงยังชีพเพื่อแจกประชาชนผู้ประสบภัยต่างๆ มูลนิธิฯ จะไม่รับบริจาค แต่จะใช้วิธีการจัดซื้อ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช ผักกาดกระป๋อง จะสั่งซื้อจากห้างสรรพสินค้า ส่วนปลากระป๋องจะสั่งซื้อจากบริษัทปุ้มปุ้ยโดยตรง ไม่เคยพบปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอยมาก่อน แล้วสิ่งของที่จัดซื้อทั้งหมดผู้ขายจะนำไปส่งให้ถึงสถานที่แจกถุงยังชีพ โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ตรวจรับของทุกชิ้น ซึ่งถุงยังชีพของ มูลนิธิฯ มีมูลค่าถุงละ 850 บาท ด้านพระมหาสมัย จินฺตโฆสโก กรรมการและเลขานุการมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯรับสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ด้อยโอกาสและชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆมาถึง 25 ปี ยังไม่เคยมีใครบริจาคหรือได้ยินปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอย และกระบวนการรับบริจาคของที่มูลนิธิหรือแม้ แต่หน่วยงานอื่นๆ ก็ต้องมีเอกสารหลักฐานระบุเป็นลายลักษณ์ อักษรที่รู้ได้ว่า บุคคลใดบริจาคอะไร เวลาเท่าไหร่ ดังนั้นข่าวปลากระป๋องเน่าที่เกิดขึ้น หากเป็นการบริจาคก็น่าจะมีหลักฐานชี้แจงได้ แต่กรณีดังกล่าวเท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อมวลชนเชื่อว่าน่าจะเป็นการจัดซื้อมากกว่า เพราะเป็นสิ่งของจำนวนมาก เป็นเรื่องของความไม่ซื่อสัตย์ของผู้ปฏิบัติงานที่ซื้อของถูก คุณภาพด้อย เพื่อเกิดการฮั้วกัน คนเราหากทำไม่ถูกต้อง และยอมรับผิด ก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ จะจัดฉากอย่างไรก็โกหกสื่อไม่ได้ จึงขอให้ตระหนัก นำเป็นบทเรียน เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งอายและเสียชื่อองค์กร ภาษาทางพระว่า “บาปนำ กรรมไล่” ส่วนที่ จ.พัทลุง หลังจากสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงประกาศเตือนชาวบ้านห้ามรับประทานของในถุงยังชีพที่ได้รับจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพราะนอกจากปลากระป๋องเน่าแล้ว ยังพบของอีกหลายอย่างอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปหมู่ 7 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง เพื่อตรวจสอบสิ่งของต่างๆ ที่ยังหลงเหลือพบว่าข้าวสารมีกลิ่นและมีมอดกินจริงตามที่ชาวบ้านร้องเรียน ส่วนสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพของกระทรวงฯ ล้วนเป็นสินค้าที่หาได้ยากในท้องตลาด อาทิ ยาแก้ไอแสงสว่างตราค้างคาว เกลือแร่โอร่าซาลอย ยาบวดหาย 1 ซอง บะหมี่สำเร็จรูป 5 ซอง ยาแก้ปวด 1 แผง ยาเหลืองสหการ และน้ำพริกเผาตราโอชา โดยเฉพาะน้ำพริกเผา ตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อผู้ผลิต วันผลิตและวันหมดอายุ ซึ่งชาวบ้านเตรียมนำน้ำพริกเผา และสิ่งของบางส่วนส่งคืนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง เนื่องจากไม่พอใจการแจกของในครั้งนี้ ขณะที่นายเซี้ยน ไชยเกตุ อายุ 54 ปีชาวบ้านหมู่ 7 ต.ชัยบุรี กล่าวว่า รับไม่ได้กับสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกระทรวงฯ ในครั้งนี้ โดยเฉพาะข้าวสารหลายถุงมีแต่มอด บางถุงกินไม่ได้เพราะข้าวแข็ง ต้องไปซื้อข้าวสารเหนียวมาคลุกแล้วหุงรวมกัน จึงจะพอกินได้ พวกตนเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ก็พอรู้ว่าสิ่งของที่นำมาแจกในครั้งนี้เกือบทั้งหมดเป็นของตกยุค แทบจะไม่มีวางขายในท้องตลาดทั่วไป เมื่อรวมราคาสิ่งของที่นำมาแจกไม่เกินถุงละ 300 บาท พยาบาลรายหนึ่งเปิดเผยว่า สำหรับยาบวดหายที่นำมาแจกในครั้งนี้ตาม รพ.ต่างๆ เลิกใช้มานานหลายปีแล้วเพราะเป็นยาประเภทแอสไพริน ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาชนิดนี้เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะเป็นยาช่วยละลายลิ่มเลือด คนไข้ ที่จะใช้ยานี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่น่าจะนำยาชนิดนี้มาแจกชาวบ้าน รู้สึกแปลกใจและตกใจกับการแจกของในครั้งนี้มาก จึงได้เตือนให้นายนัด มุสิก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ชัยบุรี ประกาศทางหอกระจายข่าวห้ามนำน้ำพริกเผากับยาบวดหาย และสิ่งของอื่นที่ได้รับแจกมาใช้โดยเด็ดขาด
|

digg it
del.icio.us