จัดการบล็อกของคุณ

สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี

KN Connect. แบ่งปันทุกความรู้สึก
KN Connect. แบ่งปันทุกความรู้สึก

หมวดหมู่: ข่าวสุขภาพ

26/01/2009 GMT 1

ข่าวสุขภาพ : ถุงยังชีพ' ฉาวต่อ ข้าวสารมีตัวมอด อยู่คู่ปลาป๋องเน่า

niracha @ 10:11

'ถุงยังชีพ' ฉาวต่อ ข้าวสารมีตัวมอด อยู่คู่ปลาป๋องเน่า


“เพื่อไทย” กัดไม่ปล่อยเหตุฉาวกระทรวงการพัฒนาสังคมฯแจกปลากระป๋องเน่า “พร้อมพงษ์” เตรียมนำคนใกล้ชิด “วิเชน สมมาต” แถลงชี้ 3 จุดพิรุธคำแก้ต่างของเจ้ากระทรวง แฉมีการล็อบบี้ข้าราชการทำเอกสารลับหวังเคลียร์ปัญหา พร้อมตั้งฉายา “วิฑูรย์” เป็น “รัฐมนตรีปลาเน่า” แจก “ถุงปลิดชีพ” จี้ให้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็เปิดแผลอีกว่าของในถุงไม่น่าไว้ใจ โดยชาวบ้านที่ได้รับแจกถุงยังชีพเตรียมส่งคืน เพราะของส่วนใหญ่แทบไม่มีวางขายในท้องตลาด หนำซ้ำยาแก้ปวดที่ให้มาเป็นชนิดที่ รพ.เลิกใช้ไปนานแล้ว เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเตรียมนำชาวบ้านรวมตัวฟ้องดำเนินคดี รมว.การพัฒนาสังคมฯ

กลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่รอวันไขปริศนาที่มาของปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ “ชาวดอย” ในถุงยังชีพที่นำไปแจกชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย ในจังหวัดพัทลุง โดยล่าสุดยังปรากฏว่าสิ่งของในถุงยังชีพดังกล่าวอีกหลายรายการไม่อยู่ในสภาพที่จะให้นำมากินมาใช้ได้อย่างปลอดภัย จนสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงต้องประกาศเตือนชาวบ้านห้ามกินไปแล้วนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันที่ 25 ม.ค. เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ตนได้เชิญคนจาก ต.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกับนายวิเชน สมมาต ที่นายวิฑูรย์อ้างว่าเป็นผู้บริจาคปลากระป๋องเน่าชาวดอยมาร่วมให้ข้อมูลถึงฐานะครอบครัวนายวิเชน เพราะไม่คิดว่านายวิเชนจะบริจาคของได้มากมายถึง 5,000 ชุด เพื่อจะได้จับโกหกของนายวิฑูรย์ที่อ้างว่าปลากระป๋อง เน่าลอตแรก 1,500 ชุด เป็นของนายวิเชน และพอโผล่ของเน่ามาอีก 3,500 ชุด ก็อ้างอีกว่าเป็นลอตเดียวกับลอตแรก ทั้งที่นายวิเชนยืนยันว่าบริจาคไม่เกิน 1,500 ชุด และตอนหลังถูกสื่อมวลชนสอบถามข้อมูลมากเข้าก็ปิดโทรศัพท์หนี ซึ่งมีพิรุธแน่นอน จากนั้นเวลา 14.30 น. จะมีการประชุมพรรคหารือถึงเรื่องต่างๆ รวมถึงการยื่นกระทู้ต่อสภาฯสัปดาห์นี้ที่จะสอบถามข้อเท็จจริงกับนายวิฑูรย์ รวมทั้งหารือประเด็นที่จะหยิบยกยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีประเด็นปลากระป๋องเน่าด้วย

นายพร้อมพงศ์กล่าวด้วยว่า เท่าที่ทราบเวลานี้มีความพยายามที่จะให้ข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุงทำเอกสารลับเพื่อเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครยอมดำเนินการ ทั้งบอกว่าหากบังคับให้ทำก็จะฟ้อง ร้องศาลปกครอง จึงฝากบอกนายวิฑูรย์ว่าอย่าพยายามหาแพะมารับแทน และเท่าที่ทราบขณะนี้ชาวบ้านที่ได้รับของเน่ากำลังรวมตัวไม่ต่ำกว่า 50-60 คน จะดำเนินการฟ้องร้องให้ รมว.การพัฒนาสังคมฯรับผิดชอบ

“ถุงยังชีพจำนวนมากคงไม่มีใครบริจาคมากมายขนาดนั้น หรือหากบริจาคก็ต้องมีหลักฐานเอกสารระบุชัดเจน ไม่ต้องยื้อเวลาหรือโบ้ยไปเรื่อย น่าจะเป็นการจัดซื้อมากกว่า โดยจัดซื้อของไม่มีคุณภาพแจกชาวบ้าน เพื่อแบ่งกันกิน วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ถุงยังชีพ 1 ถุง มีราคาตั้งแต่ 500-1,000 บาท คิดดูว่าจะได้เท่าไหร่ และไม่ใช่แค่ปลากระป๋องที่เน่าอย่างเดียว ข้าวสาร น้ำพริก เวชภัณฑ์ก็ด้อยคุณภาพจนสาธารณสุขจังหวัดต้องสั่งระงับชาวบ้านบริโภค ผมว่าเป็นถุงปลิดชีพมากกว่า ถุงยังชีพ และต้องเรียกนายวิฑูรย์ว่าเป็นรัฐมนตรีปลาเน่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง และต้องยกเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นว่าการแจกของช่วยเหลือชาวบ้าน ต้องมีคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องใช้ความจริงใจตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ให้ความจริงปรากฏต่อสังคม ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิดทุกคน ต้องไม่มีการละเว้นหรือปกป้อง หากนายวิฑูรย์ผิดก็ต้องเอาออกไป นอกจากนี้ อยากให้ตรวจสอบด้วยว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่มีโรงงานปลากระป๋องอยู่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ หากนายอภิสิทธิ์ไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนตัวยังมีอีก 2-3 เรื่องเกี่ยวกับนายวิฑูรย์ที่จะเปิดโปงให้เห็นถึงความไม่ ชอบมาพากล อาทิ เรื่องน้ำพริกเน่าในถุงยังชีพ

ส่วนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ จะชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องปลากระป๋องเน่าอีกครั้งในวันที่ 29 ม.ค. ว่า นายวิฑูรย์ลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ตั้งแต่เกิดปัญหาปลากระป๋องเน่า การชี้แจงต่อสาธารณะ 3 ครั้งข้อมูลไม่ตรงกัน ครั้งแรกระบุว่าเป็นการซื้อ ครั้งที่สองระบุว่าเป็นการรับบริจาค และครั้งที่สามก็ระบุจำนวนถุงยังชีพไม่ตรงกับการชี้แจงครั้งที่สอง ยิ่งชี้แจงก็เปรียบเหมือนกิโยตีนกำลังถูกปล่อยลงสับคอนายวิฑูรย์ สำหรับพรรคเพื่อไทยมีทีมเก็บรวบรวมข้อมูลทุจริตที่สามารถสาวถึงตัวบงการใหญ่ได้ แต่จะเก็บไว้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้านายวิฑูรย์ไม่อยากถูกอภิปรายก็ขอให้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขอให้ ส.ส.พัทลุง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาตรวจสอบด้วย เพราะกระทบต่อประชาชนชาวพัทลุง

ด้านนายสำเริง สุดสวาท เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดพัทลุง ให้สัมภาษณ์กรณีที่พบของบริจาคในถุงยังชีพ ด้อยคุณภาพอีกว่า สืบเนื่องจากความไม่แน่ใจของชาวบ้านที่รับถุงยังชีพไป ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง จึงนำสิ่งของไปให้สาธารณสุขจังหวัดพัทลุงตรวจสอบ ซึ่งพบว่าข้าวสารมีมอดขึ้น น้ำพริกเผาไม่มีฉลากระบุวันเวลาที่ผลิตและหมดอายุ รวมถึงเวชภัณฑ์จำพวกยาแก้ปวดหัวปวดท้องที่ไม่แน่ใจในคุณภาพ เบื้องต้นสาธารณสุข จึงสั่งให้ชาวบ้านระงับการบริโภคไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ อย่างไรก็ตาม เท่าที่สอบถามชาวบ้านไม่มีใครรู้จักนายวิเชน ที่นายวิฑูรย์อ้างว่าเป็นผู้บริจาคสิ่งของทั้งหมด คิดว่านายวิเชนน่าจะเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งวันที่ 12 ม.ค. ที่มีการแจกถุงยังชีพที่มีปลากระป๋อง ชาวดอย เป็นการแจกโดยผู้ว่าฯ และ ส.ส. ซึ่งก็รับถุงดังกล่าวมาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เรื่องที่เกิดขึ้นชาวบ้านไม่พอใจ และกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามหน่วยงานต่างๆที่รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้าน ต่างก็ไม่เคยได้ยินหรือได้รับบริจาคปลากระป๋องยี่ห้อ “ชาวดอย” โดยเจ้าหน้าที่งานสงเคราะห์ผู้ประสบภัย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์รายหนึ่ง กล่าวว่า สิ่งของที่มูลนิธิฯ นำไปช่วยเหลือประชาชน มีทั้งจากการบริจาคและจัดซื้อ แต่เฉพาะถุงยังชีพเพื่อแจกประชาชนผู้ประสบภัยต่างๆ มูลนิธิฯ จะไม่รับบริจาค แต่จะใช้วิธีการจัดซื้อ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช ผักกาดกระป๋อง จะสั่งซื้อจากห้างสรรพสินค้า ส่วนปลากระป๋องจะสั่งซื้อจากบริษัทปุ้มปุ้ยโดยตรง ไม่เคยพบปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอยมาก่อน แล้วสิ่งของที่จัดซื้อทั้งหมดผู้ขายจะนำไปส่งให้ถึงสถานที่แจกถุงยังชีพ โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ตรวจรับของทุกชิ้น ซึ่งถุงยังชีพของ มูลนิธิฯ มีมูลค่าถุงละ 850 บาท

ด้านพระมหาสมัย จินฺตโฆสโก กรรมการและเลขานุการมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯรับสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ด้อยโอกาสและชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆมาถึง 25 ปี ยังไม่เคยมีใครบริจาคหรือได้ยินปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอย และกระบวนการรับบริจาคของที่มูลนิธิหรือแม้ แต่หน่วยงานอื่นๆ ก็ต้องมีเอกสารหลักฐานระบุเป็นลายลักษณ์ อักษรที่รู้ได้ว่า บุคคลใดบริจาคอะไร เวลาเท่าไหร่ ดังนั้นข่าวปลากระป๋องเน่าที่เกิดขึ้น หากเป็นการบริจาคก็น่าจะมีหลักฐานชี้แจงได้ แต่กรณีดังกล่าวเท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อมวลชนเชื่อว่าน่าจะเป็นการจัดซื้อมากกว่า เพราะเป็นสิ่งของจำนวนมาก เป็นเรื่องของความไม่ซื่อสัตย์ของผู้ปฏิบัติงานที่ซื้อของถูก คุณภาพด้อย เพื่อเกิดการฮั้วกัน คนเราหากทำไม่ถูกต้อง และยอมรับผิด ก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ จะจัดฉากอย่างไรก็โกหกสื่อไม่ได้ จึงขอให้ตระหนัก นำเป็นบทเรียน เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งอายและเสียชื่อองค์กร ภาษาทางพระว่า “บาปนำ กรรมไล่”

ส่วนที่ จ.พัทลุง หลังจากสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงประกาศเตือนชาวบ้านห้ามรับประทานของในถุงยังชีพที่ได้รับจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพราะนอกจากปลากระป๋องเน่าแล้ว ยังพบของอีกหลายอย่างอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปหมู่ 7 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง เพื่อตรวจสอบสิ่งของต่างๆ ที่ยังหลงเหลือพบว่าข้าวสารมีกลิ่นและมีมอดกินจริงตามที่ชาวบ้านร้องเรียน ส่วนสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพของกระทรวงฯ ล้วนเป็นสินค้าที่หาได้ยากในท้องตลาด อาทิ ยาแก้ไอแสงสว่างตราค้างคาว เกลือแร่โอร่าซาลอย ยาบวดหาย 1 ซอง บะหมี่สำเร็จรูป 5 ซอง ยาแก้ปวด 1 แผง ยาเหลืองสหการ และน้ำพริกเผาตราโอชา โดยเฉพาะน้ำพริกเผา ตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อผู้ผลิต วันผลิตและวันหมดอายุ ซึ่งชาวบ้านเตรียมนำน้ำพริกเผา และสิ่งของบางส่วนส่งคืนสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง เนื่องจากไม่พอใจการแจกของในครั้งนี้

ขณะที่นายเซี้ยน ไชยเกตุ อายุ 54 ปีชาวบ้านหมู่ 7 ต.ชัยบุรี กล่าวว่า รับไม่ได้กับสิ่งของที่นำมาแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกระทรวงฯ ในครั้งนี้ โดยเฉพาะข้าวสารหลายถุงมีแต่มอด บางถุงกินไม่ได้เพราะข้าวแข็ง ต้องไปซื้อข้าวสารเหนียวมาคลุกแล้วหุงรวมกัน จึงจะพอกินได้ พวกตนเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ก็พอรู้ว่าสิ่งของที่นำมาแจกในครั้งนี้เกือบทั้งหมดเป็นของตกยุค แทบจะไม่มีวางขายในท้องตลาดทั่วไป เมื่อรวมราคาสิ่งของที่นำมาแจกไม่เกินถุงละ 300 บาท

พยาบาลรายหนึ่งเปิดเผยว่า สำหรับยาบวดหายที่นำมาแจกในครั้งนี้ตาม รพ.ต่างๆ เลิกใช้มานานหลายปีแล้วเพราะเป็นยาประเภทแอสไพริน ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาเป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาชนิดนี้เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะเป็นยาช่วยละลายลิ่มเลือด คนไข้ ที่จะใช้ยานี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงไม่น่าจะนำยาชนิดนี้มาแจกชาวบ้าน รู้สึกแปลกใจและตกใจกับการแจกของในครั้งนี้มาก จึงได้เตือนให้นายนัด มุสิก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.ชัยบุรี ประกาศทางหอกระจายข่าวห้ามนำน้ำพริกเผากับยาบวดหาย และสิ่งของอื่นที่ได้รับแจกมาใช้โดยเด็ดขาด

ดำเนินการต่อ

ข่าวสุขภาพ : ภัยลิปสติกเจล เสี่ยงมะเร็ง!

niracha @ 10:07

ภัยลิปสติกเจล เสี่ยงมะเร็ง!

 

วัยใสฮิตทาแก้ม-ปาก แพ้พิษถึงปากบวมเจ่อ อย.เตือนวัยโจ๋ใช้เจลทินท์ทาในปากและแก้มให้ดูสวยใส เซ็กซี่ หวั่นทำให้เกิดอาการแพ้ ปากบวม เสี่ยงเป็นมะเร็งได้ หากมีส่วนผสมจากสีอันตราย ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังชี้เครื่องสำอางบางชนิดมีส่วนผสมของสารตะกั่ว มีพิษรุนแรง เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อปาก เผยมีผู้ป่วยแพ้ลิปสติกเข้ารับการรักษากว่า 100 รายต่อปี

ภัยใกล้ตัวของสาววัยรุ่นที่อยากสวยใส แต่อาจกลายเป็นผลร้ายกับตัวเองเพราะความรู้ไม่เท่าทันในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ว่า จากการเปิดเผยของ นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับภาวะความเสี่ยงของ การใช้เครื่องสำอางในกลุ่มวัยรุ่นว่า วัยรุ่นไทย เป็นวัยที่สนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงามอย่างมาก โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง ส่วนใหญ่จะรู้จักใช้ เครื่องสำอางตั้งแต่อายุยังน้อย และมักจะเน้นการแต่งหน้าอิงตามกระแสแฟชั่น เพื่อให้ดูสวยใส มีสุขภาพดี ดูเป็นธรรมชาติ โดยเครื่องสำอางที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นไทยขณะนี้ก็คือ เจลสีที่วัยรุ่นเรียกว่าทินท์ (tint) เพื่อให้ปากมีสีอมชมพูระเรื่อ หรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วจะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนมีสุขภาพดี มีเลือดฝาดดี มีความสวยเป็นธรรมชาติ และทาลิปกลอสทับ เพิ่มความมันวาวหรือเพิ่มความเซ็กซี่ จึงมีผู้ผลิตออกมาจำหน่ายหลากหลายยี่ห้อ วางขายตั้งแต่ ห้างร้านราคาแพงลงไปถึงตามตลาดนัดราคาถูก

เลขาธิการ อย.กล่าวต่อว่า การใช้ทินท์แตกต่างจากลิปสติกทั่วไป ซึ่งมักจะทาที่ริมฝีปาก แต่การใช้ทินท์นั้นน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีโอกาสที่วัยรุ่นจะกลืนกินสีที่ เป็นส่วนผสมในเจลทินท์เข้าไปในร่างกายง่ายกว่า เนื่องจากจะใช้ทินท์ป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านใน ทั้งบนและล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้าม มีอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งจากผลทดสอบทางห้องปฏิบัติ การพบว่า สามารถก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ ดังนั้น การเลือกใช้ จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ

นพ.พิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อย. ได้ทำการตรวจสอบเครื่องสำอางประเภทลิปสติก ในรอบ 3 ปีมานี้ โดยเน้นตัวอย่างในแหล่งชุมชนที่มีการจำหน่ายสินค้าราคาถูกและในจังหวัดที่ติดเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 693 ตัวอย่าง พบสีห้ามใช้ 164 ตัวอย่าง โดยลิปสติกที่ฉลากไม่ครบถ้วน หรือเป็นภาษาต่างประเทศ พบสีห้ามใช้ถึงร้อยละ 39 ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ 2535 ดังนั้น วัยรุ่นที่คิดจะใช้เครื่องสำอาง จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมีความปลอดภัย โดยดูจากบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปิดผนึกแน่นหนา ที่สำคัญต้องมีฉลากระบุส่วนผสมสำคัญ แหล่งผลิต ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ข้อแนะนำการใช้ อย่างชัดเจน เครื่องสำอางที่แบ่งบรรจุ ไม่มีฉลาก ไม่ควรซื้อมาใช้อย่างเด็ดขาด

ด้าน นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่ใช้แต่งริมฝีปาก เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากสวยงามและปกปิดความบกพร่องของริมฝีปาก หากลิปสติกมีส่วนผสมของสารต้องห้าม เช่น สารนิเกิล โลหะ หรือสารตะกั่ว ซึ่งจะอยู่ ในสีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดพิษรุนแรง และพิษดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม หรือลอกเป็นขุย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นลิปสติกที่ได้มาตรฐานทั่วไป แต่การใช้ลิปสติกทาบนริมฝีปาก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนวันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น โดยสาเหตุของการแพ้นั้น มาจากน้ำหอมที่เป็นส่วนผสมในลิปสติก หรืออาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้

ผอ.สถาบันโรคผิวหนังกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สีในลิปสติกบางชนิด อาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด ทำให้เกิดผื่น ผิวหนังอักเสบ ส่วนลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อย อาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตก ทำให้แพ้ง่าย เป็นต้น โดยระยะในการแพ้จะอยู่ในช่วง 7-10 วัน ที่ผ่านมาพบว่าสีลิปสติกที่ทำให้ผู้ใช้แพ้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มที่ให้สีสดคือ สีส้ม ชมพูและสีแดง แต่การแพ้นั้นไม่ได้เกิดทุกคน แต่ละปีจะมีคนแพ้ลิปสติก ปากเจ่อ พบแพทย์ที่สถาบันโรคผิวหนัง เฉลี่ยปีละประมาณ 100 ราย

“ปกติวัยรุ่นมักจะมีริมฝีปากเป็นสีที่เป็นธรรมชาติสวยอยู่แล้ว เพราะเป็นวัยที่มีสุขภาพดี การดูแลความสะอาดริมฝีปาก และทาลิปมันหรือลิปกลอสเพื่อให้ความชุ่มชื้น จึงเพียงพอแล้ว และหากมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยิ่งช่วยให้ระบบการสูบฉีดเลือดในร่างกายดี ทำให้ปากและแก้มเป็นสีชมพูตามธรรมชาติยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกกินอาหารที่มีสารอาหาร และวิตามินครบถ้วน ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ปากชุ่มชื้น หากต้องการจะใช้เครื่อง สำอาง ขอให้เลือกเครื่องสำอางที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ มีการรับรองมาตรฐานถูกต้อง และควรสังเกตอาการแพ้ด้วย เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้” นพ.จิโรจกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบการวางจำหน่ายของเจลสี หรือทิ้นท์ พบว่า เป็นเครื่องสำอางยอดนิยมของกลุ่มวัยรุ่นไทย มีวางจำหน่ายทั่วไป ตั้งแต่ในตลาดนัด ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายเครื่องสำอางทั่วไป ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ขายเครื่องสำอาง สนนราคาตั้งแต่ 80-1,000 บาท มีให้เลือกหลากหลายสี ทั้งสีแดง ชมพู ส้ม สตรอเบอร์รี่ ส่วนใหญ่ได้มีการอวดอ้างสรรพคุณของการใช้เจลสีดังกล่าวว่า เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และอเมริกา เมื่อทาแล้ว ริมฝีปากจะดูอวบอิ่มวาวฉ่ำ เซ็กซี่ จนน่าหลงใหล ส่วนเมื่อทาแก้มจะเสริมความสวยใส สีแดงอมชมพูระเรื่อ เหมือนสาวเกาหลี และเป็นที่น่าสังเกตว่า เจลสีเหล่านั้นส่วนใหญ่ผู้จำหน่ายจะใช้วิธีอ้างถึงส่วนผสมและสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ แทนที่จะมีภาพสินค้าจริงๆมาให้ดู

ดำเนินการต่อ

ติดต่อผู้สร้าง | กรุ | สร้างบล็อกของคุณดี๋ยวนี้! ง่ายดายและฟรี